Deus Swank On Ice Rally
Rider & Writer: Jan Van Vijnckt
ติดตามเรื่องราวของ Jan กับการลุยศึก Deus Swank On Ice Rally ในปีนี้ โดยเขาจะพาเราไปดูตั้งแต่การเตรียมรถ การเดินทางไปร่วมงาน ไปจนถึงบรรยากาศการแข่งขันจริงครับ
การเตรียมรถ
เมื่อการแข่งขันเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ ผมก็ต้องเตรียม Triumph Rickman Metisse ของผมให้พร้อมสำหรับแทร็กน้ำแข็งครับ ผมถอดล้อออกมาแล้วจัดการฝังน็อตสกรูลงบนตุ่มยางแต่ละดอกอย่างระมัดระวัง โดยหวังว่ามันจะช่วยเพิ่มการยึดเกาะที่จำเป็นบนผิวน้ำแข็งได้ แตกต่างจากแทร็กทรายที่มีพื้นผิวด้านล่างมั่นคงแต่ลื่นที่ผิวด้านบน เพราะหิมะคือพื้นผิวที่ไม่มั่นคงเลยแม้แต่น้อย ยางหน้าจะเกิดอาการลอย ซึ่งหมายความว่าคุณต้องใช้น้ำหนักตัวมากขึ้นในการควบคุมทิศทาง ด้วยเหตุนี้ ผมจึงรื้อชิ้นส่วนต่างๆ ตั้งแต่สวิงอาร์ม โช้คหน้า และโซ่ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกชิ้นส่วนของรถพร้อมลุยกับสภาพพื้นผิวแบบนี้ครับ
การเตรียมพร้อมก่อนขี่
สำหรับการแข่งขันทริปนี้ ผมเน้นไปที่การฝึกซ้อมขี่โมโตครอสวินเทจ การขี่บนพื้นทรายด้วยรถ Metisse และการขี่สไตล์แฟลตแทร็กด้วยรถ Triumph อีกคันของผม จากงาน Swank On Ice ครั้งก่อนที่ผมได้ไปร่วม ผมได้เรียนรู้ว่าการควบคุมอาการสไลด์ขณะเข้าโค้งคือกุญแจสำคัญ นั่นแหละครับคือจุดที่ทักษะจากการฝึกแฟลตแทร็กและการขี่บนทรายได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง
การเดินทางสู่งานแรลลี่
การขับรถจากเบลเยียมไปยังอันดอร์รา (Andorra) ใช้เวลาเดินทางถึง 11 ชั่วโมง ผมร่วมเดินทางลงใต้ไปพร้อมกับ Charlotte และ Wannes มันเป็นการเดินทางที่สวยงามและทำให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศของชนบทอย่างแท้จริง พวกเราพักกันที่กระท่อมสวยๆ ในเมือง Saint-Maurice-la-Souterraine ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้เส้นทางบนภูเขาเมื่อเข้าใกล้เทือกเขาพีเรนีส (Pyrenees) มากขึ้น
บนเส้นทางมุ่งสู่อันดอร์ราที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างเทือกเขาพีเรนีสของฝรั่งเศสและสเปน ผมได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาความเร้าใจบนผืนน้ำแข็ง รถ Triumph Metisse ของผมถูกโหลดขึ้นรถและพร้อมเต็มที่ ยางของมันตอนนี้ติดอาวุธด้วยหนามแหลม ทุกรายละเอียดถูกตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกเดินทางครับ
บรีฟฟิ่งวันศุกร์
วันศุกร์เราเดินทางมาถึงอันดอร์ราและได้กลับมารวมตัวกับทั้งเพื่อนเก่าและหน้าใหม่ในงาน DEUS SWANK ON ICE บรรยากาศในแพดด็อกเต็มไปด้วยพลังงานความคึกคัก ทุกคนต่างนำรถลงมา เติมน้ำมัน และปรับแต่งขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่การตรวจสภาพรถ แทร็กดูยอดเยี่ยมมาก แสงแดดสาดส่อง และทุกคนต่างก็ตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อเตรียมรถกันจนเข้าที่แล้ว พวกเราก็มารวมตัวกันเพื่อรับฟังบรีฟฟิ่ง ทุกคนต่างกระตือรือร้นกับสิ่งที่จะต้องเผชิญในวันข้างหน้าครับ
เย็นวันนั้นเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าไปกับมื้อค่ำสุดพิเศษ ได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวการแข่งขันในอดีตและความฝันถึงการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง เสียงหัวเราะดังลั่นห้องเมื่อเราพากันคาดเดาถึงสภาพแทร็ก และเดากันว่ารถของเราจะแสดงสมรรถนะบนน้ำแข็งออกมาแบบไหน ในที่สุด พวกเราก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ โดยรู้ดีว่าวันรุ่งขึ้นจะเป็นบททดสอบของทั้งนักขี่และตัวรถ
วันเสาร์ - วันแข่งขัน
เช้าวันเสาร์มาถึงอย่างรวดเร็ว เวลา 8.00 น. พวกเรามารวมตัวกันที่ Circuit Andorra – Pas de la Casa หลังจากการบรีฟฟิ่งครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับสภาพอากาศและสภาพแทร็ก เสียงเครื่องยนต์ก็เริ่มคำรามขึ้น พวกเราสวมเสื้อผ้ากันหนาวเพิ่มอีกชั้นเพื่อสู้กับความเย็น และไม่นานพวกเราก็ออกไปลุยกันบนน้ำแข็ง วันเสาร์มาพร้อมกับสภาพอากาศที่หนักหน่วงขึ้น มีหิมะตกและอุณหภูมิลดลงถึง -6°C ซึ่งให้ความรู้สึกหนาวเย็นเหมือน -16°C แต่สปิริตของพวกเรายังคงเต็มเปี่ยม เราอยู่ที่นั่นเพื่อความสนุกแบบดิบๆ ของการแข่งรถบนน้ำแข็ง ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไรก็ตามครับ
การได้สัมผัสพื้นน้ำแข็งเป็นครั้งแรกให้ความรู้สึกที่แทบจะไม่น่าเชื่อ แต่เมื่อถึงวินาทีที่คุณเริ่มเชื่อมั่นในตัวรถแล้วกดมันเข้าโค้ง ทุกอย่างก็ลงตัวไปหมด มันเริ่มให้ความรู้สึกเหมือนการขี่บนแฟลตแทร็กที่เพิ่งเตรียมพื้นผิวมาใหม่ๆ เพียงแต่มันหนาวกว่า เร็วกว่า และพลาดไม่ได้เลย
พวกเรามีเวลาสองชั่วโมงในการทำความคุ้นเคยกับแทร็ก ปรับแต่งรถ วอร์มอัพร่างกายระหว่างรอบ และมองดูทุกคนวาดลวดลายบนผืนน้ำแข็งด้วยรอยยิ้มกว้าง ตั้งแต่รอบแรกๆ ก็ชัดเจนแล้วว่า ความทรงจำอันยอดเยี่ยมได้เริ่มถูกสร้างขึ้นแล้ว
ก่อนช่วงเที่ยงเพียงเล็กน้อย ความสนุกก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น พวกเราได้ลองขับรถบักกี้บนน้ำแข็ง และลงแข่งจับเวลาในรุ่นรถมอเตอร์ไซค์คัสตอม มีการล้มบ้าง บางคนเจ็บน้อย บางคนเจ็บมากหน่อย แต่ก็มีรอบที่ขี่ได้เร็วขึ้น มีการแท็กมือไฮไฟว์ และมีเสียงหัวเราะที่ไม่ขาดสายท่ามกลางละอองหิมะและการสไลด์เข้าโค้ง
หนึ่งในไฮไลท์ของวันคือการได้ขี่ประกบกับ Pol Tarres ซึ่งทักษะการขี่รถของเขานั้นเรียกได้ว่าอยู่ในอีกระดับไปเลย การได้มองเขาพลิ้วไหวผ่านโค้งต่างๆ และพยายามขี่ตามให้ทันนั้นเป็นประสบการณ์ที่ทั้งทำให้เราเจียมตัวและเป็นแรงบันดาลใจในเวลาเดียวกัน มีการแบทเทิลกันอย่างสูสี มีกางศอกใส่กันบ้างในบางครั้ง แต่ก็เป็นไปโดยอาศัยความเคารพซึ่งกันและกัน และความหลงใหลในการขับขี่ที่มีร่วมกันครับ
เมื่อแสงแดดเริ่มจางหาย แทร็กก็เปิดเต็มรูปแบบสำหรับการแข่งรอบค่ำ ภายใต้แสงไฟ สวมแว่นก๊อกเกิล และเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามกึกก้อง พวกเราต่างผลักดันขีดจำกัดของตัวเองให้ไปไกลยิ่งขึ้น แต่ละรอบหมายถึงการสไลด์ที่ลึกขึ้น การเปิดคันเร่งที่หนักขึ้น และการพยายามทำเวลาให้ดีกว่าเดิมอย่างไม่หยุดหย่อน
รถจักรยานยนต์วินเทจ การแข่งรถบนน้ำแข็ง และเหล่านักขี่จากทั่วทุกมุมโลก... เมื่อนำทั้งหมดนี้มารวมกัน คุณก็จะได้พบกับบางสิ่งที่พิเศษสุดๆ มันเป็นประสบการณ์ที่จะตราตรึงอยู่กับคุณไปอีกนานแสนนาน แม้ว่าน้ำแข็งจะละลายไปแล้วก็ตามครับ
ผมตั้งตารอคอยที่จะได้เข้าร่วมครั้งต่อไปแล้วล่ะครับ